<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0">

<channel>
  <language>th</language>
  <title>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</title>
  <link>https://banbangkhae.dop.go.th/</link>
  <description>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</description>
  <item>
    <title>ไทยไม่ต้องกลัวสังคมสูงวัย</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/979</link>
    <description>ไทยไม่ต้องกลัวสังคมสูงวัย
29 ตุลาคม 2569 เวลา 0:01 น.


นายกฯ ปลุกไทยต้องไม่กลัว สังคมสูงอายุ เตรียมปรับยุทธศาสตร์ป้องกันโรคก่อนแก่ เชื่อสุขภาพดีเป็นรากฐานพัฒนาประเทศ พร้อมสนับสนุน สธ.เต็มที่ มีอะไรให้บอก รมต.พัฒนา ส่วน อนุทิน เซ็นอนุมัติอย่างเดียว

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ต.ค. ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 พ.ศ.2569 สังคมอยู่ดี มีพลัง : นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ และกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ร่วมผนึกพลังทุกภาคส่วน ก้าวสู่ระบบสุขภาพไทยที่ยั่งยืน

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งว่า เราต้องสร้างให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงด้านสาธารณสุขไปอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ พร้อมกับการปรับนโยบายและยุทธศาสตร์ เพราะจากนี้ไปประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ เราต้องไม่กลัวกับคำว่าสังคมผู้สูงอายุ แต่เราต้องเดินเข้าไปด้วยความมั่นคงมั่นใจ

&amp;quot;ต้องมองว่าพ่อแม่จะได้อยู่กับเรานานๆ เราและคนรู้จักจะได้มีชีวิตอยู่นานๆ ได้เห็นคนที่อายุมากขึ้นยังมีความแข็งแรงสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศได้อย่างมากมาย สมัยก่อนอายุ 77 ปีเกือบติดเตียงแล้ว คนที่เป็นลูกเป็นหลานทำงานอยู่ก็ต้องลากลับไปดูแล การทำงานประสบปัญหาเรื่องความก้าวหน้า จึงทำอย่างไรที่รัฐบาลจะดูแลสุขภาพของประชาชนให้ได้มากที่สุด&amp;quot;

นายอนุทินกล่าวด้วยว่า จากการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ครั้งที่ผ่านมาที่ไทยเป็นเจ้าภาพ มีการพูดคุยหลายเรื่อง เมื่อคนทำงานมีสัดส่วนที่ลดลง AI เข้ามามีบทบาท ประกอบกับมีคนเกษียณอายุ ประเทศไทยจึงต้องคิดยุทธศาสตร์ใหม่ว่าจะจัดกำลังคน จัดงบประมาณ และการบริการอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนได้รับการดูแล

และช่วงหนึ่งของการประชุม world Bank มีการนำเสนอรายงานว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็วมาก ในปี 2033 จะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มที่ ในรายงานได้แนะนำให้ประเทศไทยป้องกันด้านสุขภาพมากขึ้น เสริมบริการปฐมภูมิ รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอเหล่านี้ชี้ให้เห็นโจทย์ที่เป็นรูปธรรม คือกำลังคนด้านสาธารณสุขที่จะทำอย่างไรให้เพียงพอ เมื่อความต้องการการดูแลมากขึ้น แต่จำนวนบุคลากรไม่เพียงพอ ระบบก็จะไม่สามารถเดินได้

 นายอนุทินกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนพร้อมให้การสนับสนุนทุกเรื่อง เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องเกี่ยวกับกระทรวงสาธารณสุข แม้ว่าจะไม่ได้ดูแลโดยตรงก็ตาม เพราะมั่นใจในการทำงานของเพื่อนข้าราชการและบุคลากรสาธารณสุขของไทย วันนี้มาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นหัวหน้ารัฐบาล กำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุขด้วย ก็ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะไม่ให้การสนับสนุนนโยบายต่างๆ ที่ดีของท่าน

&amp;quot;สาธารณสุขจะต้องพัฒนาต่อไป สาธารณสุขยุคพัฒนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ชื่อพัฒนาด้วย ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้เกียรติผมได้มากล่าวปาฐกถาในวันนี้ หากขาดตกบกพร่องอย่างไรให้บอกรัฐมนตรีพัฒนา เดี๋ยวเขามาบอกผมเอง ผมติ๊กและเซ็นอย่างเดียว อนุมัติโดยอนุทิน&amp;quot; นายกฯ กล่าว.

</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Wed, 28 Oct 2026 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>ข่าวดีคนวัยเก๋า กรมการจัดหางานเปิดทางผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้หลังเกษียณ</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/954</link>
    <description>ข่าวดีคนวัยเก๋า กรมการจัดหางานเปิดทางผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้หลังเกษียณ
By

พรชัย ทูนชัยสงค์


0:00 / 0:00
สลับเสียงอ่าน



Share



กรมการจัดหางาน เดินหน้าส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ เปิดโอกาสให้คนวัยเก๋า อายุ 60 ปีขึ้นไปนำความรู้และประสบการณ์มาต่อยอดสร้างรายได้หลังเกษียณ

ข่าวดีคนวัยเก๋า กรมการจัดหางาน เดินหน้าส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ เปิดโอกาสให้คนอายุ 60 ปีขึ้นไปนำความรู้และประสบการณ์มาต่อยอดสร้างรายได้หลังเกษียณ





กรมการจัดหางาน เดินหน้าส่งเสริมโอกาสการมีงานทำให้ผู้สูงอายุ สนับสนุนให้ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งยังมีความพร้อมและศักยภาพในการทำงาน สามารถประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง สอดรับกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิต ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดในการทำงาน รวมถึงถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้ กรมการจัดหางาน จึงให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการทำงานที่เหมาะสมกับวัยและความสามารถ ผ่าน 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ และโครงการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุมีอาชีพ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น



ผลการดำเนินงานปีงบประมาณ 2569 ผู้สูงอายุมีงานทำและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยกรมการจัดหางานรายงานผลการดำเนินงาน ดังนี้


การจัดหางาน: มีผู้สูงอายุเข้ามาใช้บริการ 1,103 คน ได้รับการบรรจุงาน 946 คน สร้างรายได้ประมาณ 116 ล้านบาทต่อปี

การส่งเสริมอาชีพอิสระ: มีผู้สูงอายุเข้าร่วม 2,360 คน ในจำนวนนี้ประกอบอาชีพอิสระได้ 1,840 คน สร้างรายได้รวม 6,468,675 บาท

การถ่ายทอดภูมิปัญญา: พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุสู่การเป็นวิทยากร 603 คน มีผู้ได้ประกอบอาชีพ 421 คน สร้างรายได้รวม 2,193,250 บาท

นอกจากนี้ ยังสร้างความร่วมมือกับนายจ้างและสถานประกอบการ 17 แห่ง ผ่านบันทึกความเข้าใจ เพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานผู้สูงอายุในตำแหน่งที่เหมาะสม เช่น งานบริการ งานธุรการ งานพาร์ตไทม์ และงานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหรือความปลอดภัยในการทำงาน
</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Sun, 18 Oct 2026 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เมื่อความไว้วางใจต้องมาก่อนยอดจอง</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/952</link>
    <description>ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เมื่อความไว้วางใจต้องมาก่อนยอดจอง
By

พชธกร สนประเทศ| Senior Advisor &amp;amp; ASEAN Business Researcher, Beacon Strategic Think Tank


0:00 / 0:00
สลับเสียงอ่าน



Share



ครอบครัวจ่ายเงินให้ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อซื้อความอุ่นใจ แต่คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับบริการนั้นทุกวันคือพ่อแม่ของพวกเขา ความสำเร็จของธุรกิจจึงต้องตอบทั้งผู้จ่ายเงินและผู้รับการดูแล

กรณีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ทำให้เรื่องนี้กลับมาอยู่กลางความสนใจ

จากการรายงานของสื่อพบว่าผลตรวจของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) วันที่ 6 ตุลาคม 2569 ว่า ศูนย์ขึ้นทะเบียนแล้ว แต่พบเตียง 129 เตียง จากที่อนุญาต 50 เตียง รวมถึงการดัดแปลงสถานที่และปัญหาความปลอดภัย

ต่อมาวันที่ 7 ตุลาคม มีรายงานการดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาต ขณะที่เจ้าของชี้แจงว่าห้องกรงเหล็กใช้เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยจิตเวช ข้อร้องเรียนเรื่องทำร้ายและกักขังยังต้องพิสูจน์ตามกระบวนการกฎหมาย (1)

ต้องฟังทั้งคนจ่ายและคนอยู่

ในมุมมองทางธุรกิจ ศูนย์ที่อยากให้ครอบครัวบอกต่อควรเริ่มจากการประเมินก่อนรับเข้า ว่าผู้สูงอายุต้องการความช่วยเหลือระดับใด ศูนย์มีบุคลากรและขอบเขตใบอนุญาตรองรับหรือไม่ พร้อมทำแผนดูแลเฉพาะบุคคลและระบบส่งต่อเมื่ออาการเกินความสามารถ


สบส.เคยเตือนถึงศูนย์บางแห่งที่ให้บริการเกินขอบเขตและใกล้เคียงสถานพยาบาล จึงต้องตรวจว่าใครดูแล ทำอะไรได้ และรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุอย่างไร (2)


ความเมตตาควรปรากฏในกิจวัตร ผู้พักเลือกอาหาร กิจกรรม หรือเวลาพักได้ตามความเหมาะสม มีความเป็นส่วนตัว และสื่อสารความไม่สบายใจได้ หากมีภาวะสมองเสื่อมหรือสื่อสารลำบาก ต้องหาวิธีรับฟังที่เหมาะกับเขา การจำกัดอิสรภาพเพื่อชดเชยการขาดคนไม่ควรเป็นวิธีบริหาร

ครอบครัวควรได้รับรายงานที่เข้าใจง่าย ทั้งความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพ เหตุผิดปกติ และสิ่งที่ศูนย์แก้ไข ขณะเดียวกัน ต้องเปิดทางให้ผู้สูงอายุร้องเรียนได้โดยไม่ต้องผ่านคนที่เขากำลังกังวลถึง การได้รับอนุญาตจากครอบครัวไม่ได้ทำให้เสียงของผู้พักหมดความสำคัญ

อาเซียน จีน ญี่ปุ่น : เลือกบทเรียนที่ใช้ได้จริง

สิงคโปร์ มีตัวอย่างจาก NTUC Health ซึ่งรายงานประจำปี 2025 ระบุว่า เปิดให้ผู้พักมีส่วนร่วมเลือกกิจกรรมและเสนอความต้องการด้านอาหารผ่านการพูดคุยกับเชฟ สิ่งที่ไทยนำมาปรับใช้ได้คือ การให้ผู้สูงอายุมีส่วนออกแบบชีวิตประจำวัน ไม่ต้องเริ่มจากอาคารหรู (3)

มาเลเซีย กรมสวัสดิการสังคม หรือ JKM กำหนดให้ศูนย์ที่อยู่ภายใต้กฎหมาย Care Centres Act จดทะเบียนและผ่านมาตรฐานขั้นต่ำ ครอบคลุมบุคลากร อาหาร กิจกรรม ความปลอดภัย และบันทึกการดูแล

บทเรียนคือ คุณภาพต้องมีหลักฐานให้ตรวจย้อนหลัง ทั้งนี้ กรอบศูนย์สวัสดิการดังกล่าวมีขอบเขตต่างจากสถานพยาบาล (4)

จีน ผู้ให้บริการ Taikang Home นำเสนอรูปแบบดูแลต่อเนื่อง ตั้งแต่ผู้ที่ใช้ชีวิตได้เอง ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ไปจนถึงการพยาบาลและดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม โดยประเมินความต้องการก่อนเข้าอยู่

ส่วนระดับประเทศมีมาตรฐานความปลอดภัยบริการศูนย์ดูแล GB 386002019 ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับและมีผลตั้งแต่ปี 2022 แนวคิดสำคัญคือ แยกบริการตามความต้องการ แทนการใช้แพ็กเกจเดียวกับทุกคน (5)

ญี่ปุ่น SOMPO Care อธิบายการใช้เซนเซอร์และข้อมูลช่วยติดตามการพักผ่อนและสนับสนุนงานดูแล โดยมุ่งให้เจ้าหน้าที่มีเวลาพูดคุยกับผู้พักมากขึ้น ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ มีระบบเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเปรียบเทียบผู้ให้บริการ


บทเรียนสำหรับไทยคือ เทคโนโลยีควรเพิ่มเวลาของมนุษย์ และข้อมูลควรช่วยให้ครอบครัวเลือกบริการได้ดีขึ้น (6)


รูปแบบที่บริษัทเหล่านี้รายงานเองควรนำมาศึกษา และตรวจผลลัพธ์จริงก่อนยกเป็นตัวอย่างความสำเร็จ
</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Sun, 11 Oct 2026 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>เปิด 3 มาตรฐานใหม่ 'สถานดูแลผู้สูงอายุ' รัฐสั่งตรวจเข้มใน 2 เดือน</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/953</link>
    <description>เปิด 3 มาตรฐานใหม่ &amp;#39;สถานดูแลผู้สูงอายุ&amp;#39; รัฐสั่งตรวจเข้มใน 2 เดือน
By

ทิวาพร บาทสุวรรณ์


0:00 / 0:00
สลับเสียงอ่าน



Share



รัฐบาลเอาจริง! สั่ง สบส. ลุยตรวจสถานดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศใน 2 เดือน คุมเข้ม 3 ด้านมาตรฐาน ขู่โทษหนักหากฝ่าฝืนหรือไร้ใบอนุญาต

รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจสั่งกระทรวงสาธารณสุข ยกระดับคุ้มครองผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง หลังพบข้อร้องเรียนกักขัง-ทำร้าย มอบหมาย สบส. ร่วมกับ สสจ. ปูพรมตรวจเอกชน 1,203 แห่งทั่วประเทศให้เสร็จใน 2 เดือน คุมเข้ม 3 มาตรฐานหลัก สถานที่-ความปลอดภัย-การบริการ พร้อมเตือนโทษหนัก ลักลอบเปิดโดยไม่มีใบอนุญาต หรือรับดูแลผู้ป่วยจิตเวช มีโทษจำคุกและปรับสูงสุดหลักแสน

รัฐบาลเอาจริง แก้ปัญหาข้อร้องเรียนสถานดูแลผู้สูงอายุ

วันนี้ (11 ต.ค. 69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับสถานดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงในเรื่องการกักขังและการทำร้ายร่างกายผู้รับบริการ รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลด้วยความใส่ใจ ปลอดภัย และมีคุณภาพ

เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิหรือการกระทำผิดกฎหมายขึ้นอีก รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้ กระทรวงสาธารณสุข เข้ามากำกับดูแล คุมเข้มมาตรฐาน และส่งเสริมการดำเนินงานของสถานประกอบการให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ตามใบอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคด้านระบบบริการสุขภาพอย่างเคร่งครัด พร้อมสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและครอบครัวว่าผู้สูงอายุจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมที่สุด

สธ. ขานรับนโยบาย สั่งปูพรมตรวจ 1,203 แห่งทั่วไทยใน 2 เดือน

ด้าน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ขานรับและสานต่อนโยบายรัฐบาลอย่างเร่งด่วน โดยมีคำสั่งกำชับให้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ทั้งในส่วนกลาง และศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ ผสานกำลังร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ลงพื้นที่กำกับ ติดตาม และตรวจประเมินสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ประเภทกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงอย่างเข้มงวด

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสถานดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) รวมทั้งสิ้น 1,203 แห่งทั่วประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้ทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ปูพรมตรวจประเมินสถานดูแลผู้สูงอายุทุกแห่ง ให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลา 2 เดือน เพื่อตรวจสอบคุณภาพบริการและความปลอดภัยให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

เปิดเกณฑ์คุมเข้ม 3 ด้านมาตรฐานสถานดูแลผู้สูงอายุ

การลงพื้นที่ตรวจประเมินสถานประกอบการประเภทการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงในครั้งนี้ จะเน้นย้ำการตรวจประเมินตาม กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ ความปลอดภัย และการให้บริการในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง พ.ศ. 2563 โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้
</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Sun, 11 Oct 2026 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>เงินเข้าแล้วทั่วไทย 1,000 บาท รัฐจ่ายสูงสุด เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/951</link>
    <description>เงินเข้าแล้วทั่วไทย 1,000 บาท รัฐจ่ายสูงสุด เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
By

ปัญญาลักษณ์ ศรีบุรินทร์


0:00 / 0:00
สลับเสียงอ่าน



Share



เงินเข้าแล้ววันนี้ทั่วไทย 9 ต.ค.69 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กดโอนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ รัฐจ่ายสูงสุด 1,000 บาท รัฐจ่ายสูงสุด งวด ต.ค. 69 ใครได้บ้าง? เช็กบัญชีด่วน

เงินเข้าบัญชีแล้ววันนี้ทั่วประเทศ! กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กดปุ่มโอนเงิน &amp;quot;เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ&amp;quot; รัฐจ่ายยอดสูงสุด 1,000 บาท งวดเดือน ต.ค. 69 เข้าบัญชีผู้มีสิทธิแล้วอย่างเป็นทางการ โดยงวดนี้มีการเลื่อนโอนไวขึ้น เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้นำไปใช้จ่ายบรรเทาภาระค่าครองชีพทันที

คนแก่เข้ามาเช็กที่นี่ ตารางโอนเงินผู้สูงอายุครบทั้ง 12 เดือนของปีงบประมาณ 2570 รวมถึงขั้นตอนสำคัญที่ผู้สูงอายุรายใหม่เข้าเกณฑ์ต้องเร่งยืนยันสิทธิด่วน ก่อนเสียสิทธิรับเงินฟรีตลอดปี



เงินเข้าบัญชีวันนี้! กรมบัญชีกลางขยับโอนเร็วขึ้น บรรเทาภาระค่าครองชีพผู้สูงวัย

ข่าวดีต้อนรับเช้าวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2569 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ดำเนินการโอนเงิน &amp;quot;เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ&amp;quot; หรือ &amp;quot;เบี้ยคนชรา&amp;quot; รอบประจำเดือนตุลาคม 2569 ให้แก่ผู้มีสิทธิทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว

สาเหตุที่การโอนเงินงวดนี้ปรับมาเป็น วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2569 เนื่องจากเป็นไปตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินของทางราชการ ที่กำหนดไว้ว่า
</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Fri, 09 Oct 2026 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>ดัน AI ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย อย.เปิดแพลตฟอร์มจับคู่ธุรกิจสู่เชิงพาณิชย์</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/950</link>
    <description>ดัน AI ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย อย.เปิดแพลตฟอร์มจับคู่ธุรกิจสู่เชิงพาณิชย์
By

ฮุไชฟะฮ์ ท้วมไทย


0:00 / 0:00
สลับเสียงอ่าน



Share



KEY POINTS


	บทบาทของ อย.ปรับตัวเชิงรุกออกไปจับมือทำงานร่วมกับนักวิจัยและผู้ประกอบการ ผลักดันนวัตกรรมและเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศให้เติบโตเทียบเท่านานาชาติ
	หัวใจสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นระดับสากล (Global Trust) โดยเน้นขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังชาวต่างชาติและดึงดูดแหล่งทุนระดับโลก
	อย.ในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การควบคุมกำกับดูแลเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้กับทุกภาคส่วนในระบบนิเวศทางสุขภาพ


การเปลี่ยนแปลงของเทรนด์สุขภาพทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แนวทางการดูแลสุขภาพแบบการชะลอวัย (Longevity) และการส่งเสริมสุขภาวะ (Wellness) ถูกนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทั้งในรูปแบบยา อาหาร เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ของอุตสาหกรรมนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแปลกใหม่ของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความปลอดภัย และระบบกำกับดูแลที่เอื้อต่อการเติบโตทางธุรกิจ

เพื่อตอบรับโอกาสทางเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงเตรียมจัดงาน ThaiFDA International Health, Wellness and Longevity Innovation Forum 2026 หรือ ThaiFDA WELLNEXT 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 ต.ค. 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน ภายใต้แนวคิดหลัก From Thai Innovation to Global Trust เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมสุขภาพ (Health Innovation Ecosystem) ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย นักลงทุน และผู้บริโภคเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร
</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Mon, 05 Oct 2026 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>หมอภาคย์'นำทีมแพทย์ ทภ.1ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แฟลตคลองจั่น</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/948</link>
    <description>&amp;#39;หมอภาคย์&amp;#39;นำทีมแพทย์ ทภ.1ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แฟลตคลองจั่น
By

กรุงเทพธุรกิจ


0:00 / 0:00
สลับเสียงอ่าน



Share



&amp;quot;หมอภาคย์&amp;quot; นำทีมแพทย์ ทภ.1 ลงพื้นที่ชุมชนแฟลตคลองจั่น ช่วยเหลือและนำส่งผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ออกจากพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม

28 ก.ย.69 พ.อ.ภาคย์ โลหารชุน
แพทย์ใหญ่ ทภ.1 นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกแพทย์ ทภ.1 ร่วมกับ ช.พัน.1 ลงพื้นที่อุทกภัย ชุมชนแฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ ร่วมค้นหาและช่วยเหลือ ผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบาง ที่ได้รับความเดือดร้อนและไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้

ได้ประเมินอาการผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาลหรือ ย้ายออกจากพื้นที่ อุทกภัย เพื่อนำส่งเข้ารักษาพยาบาล อย่างต่อเนื่อง และย้ายไปพักอาศัย ในพื้นที่ปลอดภัยต่อไป


</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>เปิดลงทะเบียนทั่วไทย รับเงิน 1,000 บาท เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 2571</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/949</link>
    <description>เปิดลงทะเบียนทั่วไทย รับเงิน 1,000 บาท เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 2571
By

ปัญญาลักษณ์ ศรีบุรินทร์


0:00 / 0:00
สลับเสียงอ่าน



Share



ลงทะเบียน ยืนยันสิทธิทั่วไทย &amp;quot;เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปี 2571&amp;quot; เงินผู้สูงอายุรับเงินสูงสุด 1,000 บาท ย้ำอายุครบ 60 ปี - ย้ายทะเบียนบ้าน เร่งดำเนินการป้องกันเงินขาดช่วง

เช็กเงื่อนไขด่วน ใครคือ กลุ่มเป้าหมายล่าสุด เปิดลงทะเบียน ยืนยันสิทธิทั่วไทยแล้ว &amp;quot;เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปี 2571&amp;quot; เงินผู้สูงอายุครั้งนี้รับเงินสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน รัฐจ่ายตามขั้นบันไดช่วงอายุ ย้ำผู้มีอายุครบ 60 ปี และกลุ่มย้ายทะเบียนบ้านใหม่ ต้องเร่งดำเนินการป้องกันเงินขาดช่วง






โอกาสรักษาสิทธิ และสวัสดิการของกลุ่มผู้สูงวัยทั่วประเทศมาถึงแล้ว! รัฐบาลเปิดให้ผู้สูงอายุที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ รวมถึงผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 2 กันยายน 2510  1 กันยายน 2511 และกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่งย้ายทะเบียนบ้านใหม่ เร่งติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อยื่นยืนยันสิทธิรับ &amp;quot;เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ประจำปีงบประมาณ 2571&amp;quot; รับเงินสนับสนุนรายเดือนสูงสุดถึง 1,000 บาท เพื่อสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณ เจาะลึกสรุปทุกเงื่อนไข ขั้นตอน เอกสาร และข้อควรระวังสำคัญ เพื่อไม่ให้คุณหรือคนในครอบครัวพลาดสิทธิประโยชน์ครั้งนี้

เช็กเงื่อนไขด่วน! ใครบ้างคือ &amp;quot;กลุ่มเป้าหมาย&amp;quot; ที่ต้องไปยืนยันสิทธิรอบนี้?

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าผู้สูงอายุทุกคนต้องไปลงทะเบียนใหม่ทุกปี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้สูงอายุรายเดิมที่เคยรับเบี้ยยังชีพอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปรายงานตัวซ้ำ เว้นแต่ว่าคุณจะจัดอยู่ใน 3 กลุ่มหลักที่ต้องดำเนินการยืนยันสิทธิดังต่อไปนี้


	ผู้ที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยยื่นเรื่องยืนยันสิทธิรับเงินมาก่อน
	ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 2 กันยายน 2510 ถึงวันที่ 1 กันยายน 2511 ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังเข้าเกณฑ์อายุรับสิทธิในปีงบประมาณ 2571
	ผู้สูงอายุที่ย้ายทะเบียนบ้าน มายังที่อยู่แห่งใหม่ และยังไม่ได้ไปแจ้งยืนยันสิทธิกับหน่วยงานปกครองในพื้นที่ใหม่
	


เปิดตารางเงินเข้ากระเป๋า! อายุเท่าไร ได้รับเบี้ยยังชีพเดือนละกี่บาท?

การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในปัจจุบันยังคงใช้เกณฑ์แบบ &amp;quot;ขั้นบันได&amp;quot; ตามช่วงอายุ โดยยิ่งอายุมากขึ้น อัตราเงินสนับสนุนรายเดือนที่จะได้รับก็จะปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนี้


	อายุ 6069 ปี รัฐจ่าย 600 บาท
	อายุ 7079 ปี รัฐจ่าย 700 บาท
	อายุ 8089 ปี รัฐจ่าย 800 บาท
	อายุ 90 ปีขึ้นไป รัฐจ่าย 1,000 บาท

</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมกับพันธมิตร เดินหน้ายกระดับ Longevity Ecosystem</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/947</link>
    <description>เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมกับพันธมิตร เดินหน้ายกระดับ Longevity Ecosystem
By

กรุงเทพธุรกิจ


0:00 / 0:00
สลับเสียงอ่าน



Share



เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมกับพันธมิตร เดินหน้าสร้างประสบการณ์ใหม่ครั้งสำคัญ ประกาศยกระดับ Longevity Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบ

เมืองไทยประกันชีวิต ประกาศยกระดับการสร้าง Longevity Ecosystem ครั้งสำคัญกับเครือข่ายสถานดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ และ Chersery Home International ทั้ง 5 สาขาทั่วกทม. โดย นพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ นายกสมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย และผู้อำนวยการโรงพยาบาล ผู้สูงอายุ Chersery Home International เป็นสักขีพยาน

เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้าสร้างประสบการณ์ใหม่ครั้งสำคัญ ประกาศยกระดับ Longevity Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบเปิดตัว Muang Thai Flexi Retire Series ประกันบำนาญยุคใหม่ ที่ถูกยกระดับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และถูกออกแบบให้เป็นหนึ่งในตัวช่วยวางแผนอนาคตเพื่อชีวิตที่ยืนยาวได้เป็นอย่างดี พร้อมผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น (Senior Living และ Nursing Home) ครอบคลุมทั่วประเทศ และเครือ Chersery Home International ร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตสำหรับสังคมผู้สูงวัย

ตอกย้ำจุดยืนในการเป็นพันธมิตรที่ช่วยดูแลลูกค้าตลอดช่วงชีวิต ส่งมอบการดูแลที่ครบวงจรตั้งแต่การวางแผนทางการเงินไปจนถึงการบริการด้านสุขภาพ และตอบโจทย์การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity is a Trend)
</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Wed, 23 Sep 2026 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>โรคข้อเข่าเสื่อม' ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม อย่าทนเจ็บเงียบๆ</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/946</link>
    <description>&amp;#39;โรคข้อเข่าเสื่อม&amp;#39; ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม อย่าทนเจ็บเงียบๆ
By

ฮุไชฟะฮ์ ท้วมไทย


0:00 / 0:00
สลับเสียงอ่าน



Share



KEY POINTS


	ปี 2567 มีประชากรไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปแตะ 14 ล้านคน และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 28-30% ในทศวรรษ 2570 ส่งผลให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วที่สุดในเอเชีย
	ผู้สูงอายุมากกว่าครึ่ง หรือ 53.8% เผชิญภาวะข้อเข่าเสื่อมที่แสดงอาการ ดันยอดผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าทั่วประเทศพุ่งสูงถึง 50,000 รายต่อปี
	ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ทั่วประเทศมีเพียงประมาณ 3,400 คน ไม่เพียงพอรองรับความซับซ้อนของผู้ป่วยสูงวัยที่มีปัญหากระดูกและกล้ามเนื้อหลายด้านพร้อมกัน
	รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์นำร่องใช้ &amp;quot;หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด&amp;quot; เพิ่มความแม่นยำและช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น สะท้อนถึงโอกาสทองของตลาด Health &amp;amp; Wellness และการแพทย์เชิงป้องกัน


ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลในปี 2567 ระบุว่า ประชากรมากกว่า 1 ใน 5 ของประเทศ หรือประมาณ 14 ล้านคน มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และคาดว่าภายในช่วงต้นถึงกลางปี 2570 สัดส่วนจะพุ่งสูงเกือบ 2830% ส่งผลให้ไทยก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการสูงวัยรวดเร็วที่สุดในเอเชีย เป็นอันดับสองในอาเซียนรองจากสิงคโปร์

ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม แห่งโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ ให้สัมภาษณ์ว่า &amp;quot;โรคข้อเข่าเสื่อม&amp;quot; กลายเป็นปัญหาสุขภาพหลักที่พบได้บ่อยและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง จากการศึกษาภาคตัดขวางระดับประเทศในกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่า มากกว่าครึ่ง หรือ 53.8% มีภาวะข้อเข่าเสื่อมที่แสดงอาการ

นอกจากนี้ ครึ่งหนึ่งของกลุ่มดังกล่าวยังมีความเสี่ยงสูงต่อการ หกล้ม และมากกว่า 1 ใน 4 เคยมีประสบการณ์หกล้มอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบปีที่ผ่านมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ผ่าตัด &amp;#39;ยืดกระดูก&amp;#39; เพิ่มโอกาสการใช้ชีวิต นวัตกรรมแก้เข่าโก่ง เข่าเก เพิ่มสูง

&amp;#39;Longevity&amp;#39; ไม่ใช่ &amp;#39;Luxury&amp;#39; คนรวย เริ่มต้นที่ &amp;#39;กินดี อยู่ดี นอนดี&amp;#39;

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ไม่เพียงพอ

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อระบบสาธารณสุขไทย สถิติผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าภายใต้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพิ่มขึ้นจากประมาณ 15,000 ราย สู่ระดับ 23,000 ราย และเมื่อรวมสิทธิการรักษาภาครัฐอื่น ๆ รวมถึงภาคเอกชน คาดว่าปัจจุบันประเทศไทยมีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่ารวมสูงถึง ประมาณ 50,000 รายต่อปี

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ปฏิบัติงานอยู่ทั่วประเทศเพียงประมาณ 3,400 คน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจาก ผู้สูงวัยส่วนใหญ่มักมีปัญหาระบบกระดูกและกล้ามเนื้อหลายด้านซับซ้อนรุมเร้าพร้อมกัน ทำให้ภาระงานของแพทย์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางกับจำนวนบุคลากร


</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Sat, 19 Sep 2026 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>การจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยฯ กรมบัญชีกลาง จ่ายซ้ำ 3 รอบ เฉพาะรายการที่โอนเงินไม่สำเร็จ</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/945</link>
    <description>การจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยฯ กรมบัญชีกลาง จ่ายซ้ำ 3 รอบ เฉพาะรายการที่โอนเงินไม่สำเร็จ

วันนี้ (19 ก.ย.2568) น.ส.ทิวาพร ผาสุข รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้ทำการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่ได้รับสิทธิในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในอัตรา 100 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 8 เดือน (เดือน ก.พ. - ก.ย. 2568) โดยผู้สูงอายุจะได้รับเงินไม่เกิน 800 บาทต่อคน ตามเดือนที่ได้รับสิทธิ เมื่อวันที่ 16 - 18 ก.ย. 2568 ซึ่งได้ทำการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์และบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผู้มีสิทธิแจ้งตามหนังสือให้ความยินยอมโอนเงินสวัสดิการเข้าบัญชีร่วมกับบุคคลอื่นหรือบัญชีบุคคลอื่น

จากการโอนเงินทั้ง 3 วัน พบว่า มีรายการโอนเงินสำเร็จ จำนวน 5,358,599 คน คิดเป็นร้อยละ 99.19 และรายการที่โอนเงินไม่สำเร็จ (Reject) จำนวน 43,703 คน คิดเป็นร้อยละ 0.81 โดยรายการที่โอนเงิน ไม่สำเร็จส่วนใหญ่เกิดจากผู้สูงอายุไม่มีบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกด้วยเลขประจำตัวประชาชน รองลงมาเกิดจากบัญชีปิด และไม่มีบัญชี ซึ่งกรมบัญชีกลางจะทำการจ่ายเงินเฉพาะรายการที่โอนเงินไม่สำเร็จ (Reject) จำนวน 3 ครั้ง ทุกวันที่ 24 ของเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม 2568

ผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับเงินจะต้องทำการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชน หรือแจ้งความประสงค์ให้โอนเงินเข้าบัญชีร่วมกับบุคคลอื่นหรือเข้าบัญชีบุคคลอื่น โดยดาวน์โหลดแบบฟอร์มหนังสือให้ความยินยอมโอนเงินสวัสดิการเข้าบัญชีร่วมกับบุคคลอื่นหรือเข้าบัญชีบุคคลอื่น ได้ทางเว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 (https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ https://welfare.mof.go.th) หรือขอรับและยื่นแบบฟอร์มได้ที่สำนักงานคลังจังหวัด หรือกรมบัญชีกลาง

ภายในระยะเวลาที่กำหนด การแก้ไขรายการที่โอนเงินไม่สำเร็จ (Reject) ครั้งที่ 3 กรณีที่ไม่มีบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน และไม่มีบัญชีเงินฝากธนาคารตามหนังสือให้ความยินยอมฯ จะเพิ่มช่องทางการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารบัญชีเดียวกับที่ใช้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมบัญชีกลาง หมายเลข 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ
</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Fri, 18 Sep 2026 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>แจกเงินผู้สูงอายุ 800 บาท คลังเริ่มเดือน ก.ย. 68 ใครมีสิทธิได้บ้าง?</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/944</link>
    <description>แจกเงินผู้สูงอายุ 800 บาท คลังเริ่มเดือน ก.ย. 68 ใครมีสิทธิได้บ้าง?
12 ส.ค. 68 (16:59 น.) พิมพ์
กดฟัง
-กก+

แชร์เรื่องนี้Copy link
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google

แจกเงินผู้สูงอายุ สูงสุด 800 บาท กระทรวงการคลัง โอนเงินเข้าบัญชีผู้มีสิทธิ โดยแบ่งโอนเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุ 3 รอบ เริ่มเดือน ก.ย. 68

เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กำหนดจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ 8 เดือนรวด ตามสิทธิโครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568

โดยกรมบัญชีกลางจะโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ บัญชีเงินฝากธนาคาร แบ่งรอบการแจกเงินไว้ 3 รอบ ตามวันเดือนปีเกิด ใครมีสิทธิได้บ้างไปดูพร้อมๆ กัน

ใครมีสิทธิได้เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุบ้าง?

ต้องเป็นผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่ได้รับสิทธิในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปีงบประมาณ 2568


	ได้รับเงิน 100 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 8 เดือน รวมเป็นวงเงินสูงสุด 800 บาทต่อคน
	เริ่มโอนเงินเดือน ก.ย. 68 แบ่งจ่าย 3 รอบ ตามวันเดือนปีเกิดของผู้มีสิทธิ
	เงินจะโอนเข้าบัญชีผ่านระบบพร้อมเพย์ และบัญชีเงินฝากธนาคาร ตามที่ผู้มีสิทธิได้แจ้งความประสงค์ไว้


เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุ 800 บาท ได้วันไหนบ้าง?

กรมบัญชีกลางแบ่งกำหนดการโอนเงินเป็น 3 รอบ ตามกลุ่มวันเดือนปีเกิดของผู้มีสิทธิ ดังนี้


	รอบที่ 1 จ่ายวันที่ 16 ก.ย. 68 (ต้องผูกบัญชีพร้อมเพย์ภายในวันที่ 11 ก.ย. 68)
	รอบที่ 2 จ่ายวันที่ 17 ก.ย. 68 (ต้องผูกบัญชีพร้อมเพย์ภายในวันที่ 12 ก.ย. 68)
	รอบที่ 3 จ่ายวันที่ 18 ก.ย. 68 (ต้องผูกบัญชีพร้อมเพย์ภายในวันที่ 15 ก.ย. 68)

arrow_forward_ios
รับชม
Pause
00:00
00:08
00:15
Mute



Powered by
GliaStudios
ส่วนคนที่ไม่สามารถผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชนได้ (เช่น ผู้พิการ, ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้สูงอายุเกิน 60 ปี ที่ไม่สามารถเปิดบัญชีได้) สามารถแจ้งความประสงค์ให้โอนเงินเข้าบัญชีร่วมกับบุคคลอื่น หรือเข้าบัญชีบุคคลอื่นได้

กำหนดการโอนเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุรอบเก็บตก 3 รอบ

กรณีที่การโอนเงินในรอบปกติไม่สำเร็จ กรมบัญชีกลาง กำหนดโอนเงินรอบเก็บตกให้ 3 ครั้ง เพื่อความมั่นใจของผู้มีสิทธิว่าจะได้รับเงินครบทุกคน ดังนี้


	รอบเก็บตกครั้งที่ 1 โอนวันที่ 24 ต.ค. 68 (ต้องผูกบัญชีพร้อมเพย์ภายในวันที่ 20 ต.ค. 68)
	รอบเก็บตกครั้งที่ 2 โอนวันที่ 24 พ.ย. 68 (ต้องผูกบัญชีพร้อมเพย์ภายในวันที่ 19 พ.ย. 68)
	รอบเก็บตกครั้งที่ 3 โอนวันที่ 24 ธ.ค. 68 (ต้องผูกบัญชีพร้อมเพย์ภายในวันที่ 19 ธ.ค. 68)


ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มหนังสือให้ความยินยอมโอนเงินได้ที่เว็บไซต์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือติดต่อขอรับและยื่นแบบฟอร์มได้ที่กรมบัญชีกลาง หรือสำนักงานคลังจังหวัดทั่วประเทศ

ส่วนคนที่มีสิทธิที่ยังไม่ได้แจ้งบัญชีพร้อมเพย์ หรือต้องการแจ้งโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่น ให้รีบดำเนินการตามที่กำหนดเพื่อที่จะได้รับเงินทันเวลา หากมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมบัญชีกลาง หมายเลข 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ
-กกก+
LightDark
ฟังข่าว


สรุปไทม์ไลน์



วิกฤตน้ำท่วม

ติดตาม

&amp;quot;เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ&amp;quot; เดือนกันยายน 2568 โอนเงินเข้าบัญชีให้ผู้มีสิทธิแล้ว พร้อมแนะ&amp;quot;ผู้สูงอายุ&amp;quot; ที่มีอายุตั้งแต่ 59 ปีบริบูรณ์ สามารถไปลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพล่วงหน้าได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า&amp;quot;เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ&amp;quot;เดือนกันยายน 2568 โอนเงินเข้าบัญชีให้แล้วในวันที่ 10 กันยายน 2568 ตามปกติในการจ่ายเงินเบี้ยผู้สูงอายุ หลังจากได้เปิดลงทะเบียนไปแล้วในเดือน ต.ค. 2565 - ก.ย. 2566 โดยเงินผู้สูงอายุปกติจะเข้าบัญชีทุกวันที่ 10 ของเดือน ยกเว้นตรงกับวันหยุดราชการ



การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ



ภาครัฐจะโอนเงินผ่านธนาคารที่ผู้สูงอายุแจ้งมาให้ทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน หากวันที่ 10 ของเดือนใดตรงกับวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ก็จะเลื่อนเวลาจ่ายเงิน เป็นก่อนวันที่ 10 ของเดือนนั้น ๆ ดังนั้นอาจจะได้รับเงินไม่ตรงวันที่ 10 ในแต่ละเดือน



เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ใครได้รับเงินเท่าไรบ้าง



อายุ 60 - 69 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 600 บาท/คน
อายุ 70 - 79 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 700 บาท/คน
อายุ 80 - 89 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 800 บาท/คน
อายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 1,000 บาท/คน

...



วิธีลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ



ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 59 ปีบริบูรณ์ สามารถไปลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีนั้น และเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ในปีถัดไป ก็จะได้รับเบี้ยผู้สูงอายุตั้งแต่เดือนตุลาคมในปีนั้นๆ โดยสามารถไปลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพด้วยตัวเองได้ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤศจิกายนของทุกปี

ทั้งนี้ ผู้สูงอายุสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมของทุกปีเป็นต้นไป โดยจะต้องเป็นผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 2 กันยายน - 1 ตุลาคมของปีนั้นๆ จึงจะลงทะเบียนล่วงหน้าได้ โดยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพถัดจากเดือนที่มีอายุครบ 60 ปี นั่นก็คือเดือนตุลาคมปีนั้น ซึ่งก็คือ ผู้ที่อายุครบ 60 ปีในเดือนตุลาคม.
</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Wed, 16 Sep 2026 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>"หมอยง" เผยโรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำ พบได้ในประเทศไทย คล้ายไข้เลือดออก แต่มีความรุนแรงกว่า</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/232</link>
    <description>&amp;quot;หมอยง&amp;quot; เผยโรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำ พบได้ในประเทศไทย คล้ายไข้เลือดออก แต่มีความรุนแรงกว่า เชื่อว่าพบได้ทุกแห่งในประเทศ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับการวินิจฉัย ขณะนี้พบที่เพชรบูรณ์ เร่งศึกษาตัวกลางของโรคจะเป็นเห็บเหมือนในจีนหรือไม่
วันนี้ (2 ก.ค.68) ศ.นพ. ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงโรคไข้สูง เกล็ดเลือดต่ำ (Severe Fever with Thrombocytopenia, SFTS) พบได้ในประเทศไทย
โรคไข้สูง เกล็ดเลือดต่ำ (SFTS) อาการคล้ายไข้เลือดออก แต่มีความรุนแรงมากกว่า โดยจะมีไข้สูง บางรายถึง 40 องศา และอยู่นานกว่าไข้เลือดออก มีเกล็ดเลือดต่ำ และอาจเกิดความล้มเหลว ในระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เสียชีวิตได้ โรคนี้พบมากในประเทศจีนตะวันออก เกาหลี ญี่ปุ่น มีเห็บเป็นพาหะ และรู้จักกันมานานกว่า 15 ปี มีอัตราเสียชีวิตในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำโรคประจำตัว ได้มาก
ทีมวิจัยของศูนย์วิจัยเชี่ยวชาญไวรัส ได้ทำงานวิจัยเรื่องนี้มาเกือบ 5 ปี และทำมาโดยตลอด โดยรายงาน 3 รายแรก ที่รอบนอกกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และชลบุรี ไว้ในวารสารที่มีชื่อเสียง Emerging Infectious Disease (EID) ได้มีการพัฒนาการตรวจวินิจฉัย ได้อย่างรวดเร็ว โดยการใช้ real time RT-PCR เช่นเดียวกับโควิด 19 และมีการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว สายพันธุ์ในประเทศไทยเป็นกลุ่มแรกของประเทศ ทำให้รู้รายละเอียดต่าง ๆ อย่างมาก
หลังจากนั้นก็ได้ร่วมงานกับทีมงานของ AFRIM ทำการศึกษาในผู้ป่วยที่มีไข้สูงไม่ทราบเหตุ ประมาณ 1 พันราย ก็พบโรคนี้ได้ประมาณ 1.6% และยังมีการศึกษาในตัวกลาง vector พบในไรอ่อน ของหนู (Chigger) และกำลังศึกษาในเห็บชนิดต่างๆที่อยู่ในประเทศไทย
SFTS เชื่อว่าพบได้ทุกแห่งในประเทศไทย แต่ที่ผ่านมา ไม่ได้รับการวินิจฉัย เพราะขาดการตระหนักรับรู้ และไม่มีวิธีการตรวจ ซึ่งขณะนี้ก็มีการพบที่เพชรบูรณ์ ทางศูนย์ฯ ยินดีให้ความสนับสนุน ในเรื่องการตรวจวินิจฉัย เพราะได้พัฒนาวิธีการตรวจ ได้อย่างรวดเร็ว และมี positive control รวมทั้งตรวจภาวะภูมิต้านทาน IgG และ IgM ที่จะทำให้วินิจฉัยได้ดีขึ้น

การศึกษาในประเทศไทยคงจะต้องทำต่อไป โดยเฉพาะจะต้องหาให้ได้ ว่าตัวกลางของโรคนี้ คืออะไร จะเป็นตัวเห็บ อย่างที่พบในประเทศจีนหรือไม่ เพราะตัวเห็บที่พบในประเทศจีน ส่วนใหญ่เป็น Haemaphysalis longicornis หรือ long horn tick แต่เห็บสุนัขไทยในบ้านเราเป็น สายพันธุ์ Rhipicephalus sanguineus ขณะนี้จึงยังจำเป็นที่จะต้องศึกษาให้ละเอียดในประเทศไทย เพื่อเป็นมาตรการในการควบคุมและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม อยากให้มีการขอทุนได้อย่างฉุกเฉิน เพื่อเข้าไปทำการศึกษาได้อย่างรวดเร็วมากกว่าวิธีการที่จะขอทุนรอข้ามปี เพื่อผลประโยชน์ในภาพรวมของประเทศไทย</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Wed, 02 Jul 2025 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>ตรวจสิทธิกลุ่มเปราะบาง ก.ค.68 ทั้ง3 กลุ่ม รายใหม่ทำอย่างไร</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/220</link>
    <description>กลุ่มเปราะบาง 3 กลุ่ม เดือนกรกฎาคม 2568 ช่วยเหลือต่อเนื่อง สวัสดิการช่วยเหลือจากรัฐบาล ได้รับพร้อมกัน ช่วยเหลือค่าครองชีพ
โดยทั้ง 3 กลุ่ม ประกอบไปด้วยเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินเบี้ยผู้พิการซึ่งเดือนนี้กรมบัญชีกลางโอนไวขึ้น 9 กรกฎาคม 2568 เนื่องจากวันที่ 10 กรกฎาคม เป็นวันหยุดอาสาฬหบูชา ส่วนรายใหม่ที่เข้าเกณฑ์ สามารถลงทะเบียนรับสิทธิช่วยเหลือได้ต่อเนื่อง จ่ายให้ตามรายละเอียดดังนี้
1.เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด
โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด หรือ เงินอุดหนุนบุตร เป็นโครงการของกรมกิจการเด็กและเยาวชนเพื่อให้เด็กได้รับสวัสดิการ ตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนมีอายุครบ 6 ปี คนละ 600 บาทต่อเดือน และไม่จำกัดจำนวนบุตร
โดยมีเงื่อนไขเป็นเด็กที่มีสัญชาติไทย อาศัยอยู่กับบิดา มารดา หรือผู้ปกครองที่ดูแลเด็ก ในครัวเรือนที่สมาชิกมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
ผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไข สามารถลงทะเบียนขอรับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ได้ตลอด ซึ่งสามารถยื่นคำร้องในพื้นที่ที่เด็กแรกเกิดและผู้ปกครองอาศัยอยู่จริง (ไม่จำเป็นต้องเป็นที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน) ดังนี้
- กรุงเทพมหานคร ลงทะเบียนได้ที่สำนักงานเขต
- เมืองพัทยา ลงทะเบียนได้ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา
- ส่วนภูมิภาค ลงทะเบียนได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล
นอกจากนั้น ยังสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน เงินเด็ก ได้ แต่ทั้งนี้ผู้ปกครองต้องพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่าน แอปพลิเคชัน ThaiD ของกรมการปกครองก่อน
โดยเมื่อตรวจสอบสิทธิผ่านแล้ว จะได้รับเงินมีผล ตั้งแต่เดือนที่ลงทะเบียนรับเงิน จนเด็กอายุครบ 6 ปี
ช่องทางตรวจสอบสิทธิ เงินอุดหนุนบุตร 600 บาท</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Tue, 01 Jul 2025 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>“วราวุธ” เปิดโปรฯ พิเศษ ของ การเคหะแห่งชาติ ให้ กลุ่มเปราะบาง - คนจบใหม่อยากมีบ้าน ลดค่าเช่าใน 30 โครงการ 3,339 หน่วย</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/221</link>
    <description>ราวุธ เปิดโปรฯ พิเศษ ของ การเคหะแห่งชาติ ให้ กลุ่มเปราะบาง - คนจบใหม่อยากมีบ้าน ลดค่าเช่าใน 30 โครงการ 3,339 หน่วย
วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาลนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.)เปิดเผยว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างโอกาสให้กับประชาชนได้เข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม จึงได้มอบนโยบายให้การเคหะแห่งชาติ (กคช.) เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกในการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย พร้อมขับเคลื่อนโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อสังคมให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน โดยจัดโปรโมชั่นพิเศษ ด้วยการนำโครงการอาคารเช่า 30 โครงการทั่วประเทศ จำนวน 3,339 หน่วย มาลดค่าเช่าลง 200 - 500 บาทต่อเดือน จากปกติค่าเช่าเดือนละ 1,200 - 2,500 บาท เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568  31 ธันวาคม 2568 โดยต้องทำสัญญา ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 - 30 สิงหาคม 2568 แล้วจะได้รับส่วนลดค่าเช่าถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
สำหรับโครงการอาคารเช่า ที่เข้าร่วมโปรโมชั่นพิเศษนี้ มีทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 5 โครงการ รวม 541 หน่วย รวมถึงพื้นที่ภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 25 โครงการ รวม 2,798 หน่วย ได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา , จ.กาญจนบุรี, จ.สระบุรี, จ.ชลบุรี , จ.ระยอง, จ.อุดรธานี , จ.อุบลราชานี, จ.มหาสารคาม , จ.ลำปาง, จ.นครสวรรค์, จ. สุราษฎร์ธานี และ จ.สงขลา
กลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับส่วนลดค่าเช่ามีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน 2) กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี 3) กลุ่มผู้จบการศึกษาใหม่ (First Jobber) อายุตั้งแต่ 18 - 29 ปี มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน และ 4) กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หรือบรรลุนิติภาวะโดยการแต่งงาน มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ผู้เช่าต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยและบรรลุนิติภาวะแล้ว และไม่เป็นคู่สัญญาเดิมกับ กคช. เป็นระยะเวลา 6 เดือน
สำหรับการเช่า จะให้สิทธิเช่า 1 คนต่อ 1 ห้องต่อสัญญา มีขนาดครอบครัวไม่เกิน 4 คนต่อห้อง โดยวางเงินประกันการเช่าเพียง 1 เดือนของค่าเช่ารายเดือน และห้ามมิให้นำห้องไปเช่าช่วง หากพบภายหลังจะยกเลิกสิทธิและให้คืนห้อง แล้วทาง กคช. จะพิจารณาคุณสมบัติของผู้เช่าช่วงดังกล่าว ก่อนทำสัญญาต่อไป
ส่วนหลักฐานในการทำสัญญาเช่า ประกอบด้วย บัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง) เพื่อใช้ยืนยันตัวบุคคลและใช้เป็นข้อมูลในการทำสัญญาตามข้อมูลทะเบียนราษฎร์ , ทะเบียนบ้านปัจจุบัน , หนังสือรับรองรายได้ , หนังสือมอบอำนาจ (กรณีทำการแทน) , หนังสือการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี) , หนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง (กรณี First Jobber อายุ 18  19 ปี) หรือทะเบียนสมรส
ประชาชนผู้สนใจสามารถติดต่อและทำสัญญาเช่าได้ที่ สำนักงานใหญ่ การเคหะแห่งชาติ ถนนนวมินทร์ เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ , สำนักงานเคหะนครหลวง และสำนักงานเคหะจังหวัดทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร. 1615 , เว็บไซต์ : www.nha.co.th และ https://house.nha.co.th/ , แฟนเพจเฟซบุ๊ก : การเคหะแห่งชาติ และ เฟซบุ๊ก: ฝ่ายทรัพย์สินและอาคารเช่า
</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Tue, 01 Jul 2025 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>แก่อย่างมีคุณภาพ...ชราอย่างมีความสุข อยู่ยาวถึงอายุ 120 ปี ทำไมจะไม่ได้!</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/27</link>
    <description>

ข่าวดีจากนักวิจัยสวีเดนชี้ว่า ในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า มนุษย์อาจมีอายุขัยยืนยาวถึง 120 ปี เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเรียนรู้จากโควิด-19 นอกจากคุณปู่ 5 แผ่นดินอย่าง นพ.เฉก ธนะสิริ จะเป็นต้นแบบของคนสูงวัย ที่ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและสมดุลในทุกด้าน ตราบถึงวาระสุดท้ายที่ลาโลกไปขณะอายุ 99 ปี รอบตัวเรายังมีผู้สูงวัยอีกมาก ที่มีวินัยในการดูแลสุขภาพ จนสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทุกเพศทุกวัย ที่ปรารถนาจะมีสุขภาพดีและอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
ในลานแอโรบิก สวนรถไฟ ที่ก่อตั้งมายาวนานหลายสิบปี ไม่มีใครไม่รู้จัก ลุงพงษ์ร้อยตรีพงษ์พันธ์ สารตายน วัย 97 ปี ไอดอลของการใช้ชีวิตสูงวัยอย่างสง่า ชราอย่างมีคุณภาพ

สมัยหนุ่มผมรับราชการเป็นทหารบก และลาออกมาอยู่การรถไฟฯ จนเกษียณ ผมต้องทำงานเสริมทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูลูก 4 คน ตั้งแต่เป็นเซลส์ ขายรถยนต์ ไปจนถึงต้มน้ำเต้าหู้ขาย ทุกเย็นหลังเลิกงานผมต้องเตรียมของสำหรับต้มน้ำเต้าหู้ กว่าจะเตรียมเสร็จก็เลยเที่ยงคืน พอตีสี่ต้องตื่นมาขับรถตระเวนส่งน้ำเต้าหู้แช่เย็นตามโรงเรียนทั่วจังหวัดนนทบุรี ประมาณ 15 แห่ง วันหนึ่งทำน้ำเต้าหู้ขาย 1,500-2,000 ถุง บ้านผมอยู่ปากเกร็ด ก็ขับรถส่งน้ำเต้าหู้ทุกเช้าตั้งแต่อายุ 30 จนถึงอายุ 60 ยุคนั้นส่งน้ำเต้าหู้ถุงละ 1 บาท ด้วยความที่ทำงานหนัก ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง อ้วนลงพุง และชอบเป็นลมอยู่เรื่อย พอเกษียณจากการรถไฟฯลูกๆจึงไม่ให้ทำงานแล้ว และคะยั้นคะยอให้ผมไปออกกำลังกาย ผมตามเมียไปวิ่งตรงที่ว่าการอำเภอปากเกร็ด แรกๆมันหอบมันเหนื่อยไปหมด กว่าจะเอาชนะตัวเองได้ ผมวิ่งทุกวันต่อเนื่องกัน 9 เดือน น้ำหนักลดไป 7 กิโลกรัม ดีใจมาก รู้เลยว่า การออกกำลังกายคือยาวิเศษ ตั้งแต่นั้นมาก็ออกกำลังกายทุกวันไม่เคยขาดตอนหลังผมมาวิ่งที่สวนรถไฟ เห็นเขาเต้นแอโรบิกกัน ก็ลองมาเต้นด้วย ผมชอบสนุกดีครับ เลยเต้นแอโรบิกมา 36 ปีแล้ว ทุกวันนี้ผมขับรถไปไหนมาไหนเองได้ ไปส่งเมียเต้นลีลาศที่ดินแดง แล้วก็มาเต้นแอโรบิก สวนรถไฟ วันไหนไม่ได้เต้นแอโรบิกจะนอนไม่หลับ ถามลุงๆป้าๆ
ที่อยู่ท้ายสนามได้ ทุกคนคิดเหมือนกันหมด ถึงเวลาต้องแต่งตัวมาเต้นแอโรบิก มันมีความสุขที่ได้ขยับตัว, ได้เหงื่อออก และได้คุยกัน ความฝันของผมคืออยากอายุยืนถึง 100 ปี และต้องอายุยืนอย่างมีคุณภาพ ไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่นอนติดเตียงเป็นภาระของคนอื่น ทุกวันผมจะโด๊ปไข่ต้ม 2 ฟอง กับน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง และต้องงีบกลางวัน เรื่องดูแลอารมณ์ก็สำคัญ คำว่าความสุขกับอายุยืนเป็นของคู่กัน ผมถือหลักอุเบกขากับทุกเรื่อง คือรู้จักวางเฉย ทำใจให้เป็นกลาง คนเราต้องอารมณ์ดี ไม่โมโหง่าย และอยู่กับธรรมชาติเยอะๆ

พูดถึงไอดอลของลานแอโรบิก สวนจตุจักร ต้องยกให้ อดีตสาวแบงก์และนักวิ่งจากชุมพร พี่สุภา กิจรื่นภิรมย์สุข วัย 77 ปี ที่ยังคงกระฉับกระเฉงราวกับสาวๆ

พี่เป็นคนชุมพร โตในสวนมะพร้าว ตั้งแต่เด็กเตี่ยพาเข้าสวนทุกเสาร์อาทิตย์ เดินวันละ 5 กิโลเมตร ตกเย็นต้องช่วยแบกมะพร้าวกลับบ้าน พอปิดเทอมเตี่ยให้ไปถางป่า พี่น้อง 6 คน เตี่ยจะให้มีดคนละด้ามสำหรับถางป่า พี่เรียนที่ชุมพรและไปต่อมัธยมปลายที่สุราษฎร์ธานี จากนั้นกลับมาทำงานแบงก์กรุงไทย ที่ชุมพร โดยอยู่หน้าเคาน์เตอร์ และเป็นแคชเชียร์ ทำงานแบงก์ที่เดียว 29 ปี ตอนทำงานอยู่แบงก์เป็นนักวิ่งของแบงก์ เป็นตัวแทนไปแข่งมาทั่ว ทำให้ต้องวิ่งฝึกซ้อมทุกวันหลังเลิกงาน วันละ 10 กิโลเมตร ทำอย่างนี้มาตั้งแต่สาวๆจนถึงเกษียณอายุ 60 ปี ย้ายตามลูกชายทั้ง 3 คน มาอยู่กรุงเทพฯ

เราเป็นคนกระฉับกระเฉงอยู่นิ่งๆไม่เป็น ด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้ ห้างเทสโก้ โลตัส ลาดพร้าว เลยไปลองเต้นแอโรบิก แล้วก็เออสนุกดี มันเพลินดี พอรู้ว่าสวนจตุจักรก็มีเต้นแอโรบิกทุกเย็น เลยไปลองเต้นดู แหมติดใจมาก เต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะมันได้อากาศสดชื่น แถมได้เจอเพื่อนๆหลากหลายวัย มันเป็นความสุขของคนวัยนี้ เหมือนกับว่าได้ไปลั้ลลา และปลดปล่อยตัวเอง จนถึงทุกวันนี้พี่วิ่งสลับกับเต้นแอโรบิกทุกวัน การออกกำลังกายต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ลูกๆของพี่ชอบออกกำลังกายเหมือนแม่ พอมีครอบครัวก็พาลูกๆมาออกกำลังกาย

ถามว่าตั้งใจอยู่ถึง 100 ปีเลยไหม พี่สุภา ยิ้มหวานว่า ไม่คิดถึงตรงนั้นเลย คิดแค่ว่าจะใช้ชีวิตยังไงให้มีความสุขในทุกวัน เป็นคนไม่เครียดไม่คิดมาก, ชอบไปไหนมาไหนตามใจอิสระ และชอบอยู่กับปัจจุบัน พ่อแม่เราเสียชีวิตด้วยมะเร็ง และพี่ทั้ง 4 คนก็เป็นมะเร็ง คิดว่าเราคงไม่พลาด จึงขอใช้ชีวิตให้มีความสุขทุกวัน ปล่อยวางกับทุกอย่าง ทุกวันนี้ขออย่างเดียวให้ได้ลั้ลลาทุกวัน อยากไปไหนก็ไป ไม่เป็นภาระของใคร

ในสวนจตุจักรยังมีนักวิ่งรุ่นใหญ่ที่สร้างแรงบันดาลใจมหาศาลอย่าง พี่เอ๋ณัฐธวัช พงษ์เสถียรศักดิ์ อดีตพนักงานแบงก์ กรุงเทพ และตัวแทนประกัน วัย 73 ปี ผู้ยืนกรานว่าไม่มีคำว่าสายสำหรับการวิ่ง เพราะ พี่เอ๋ ก็กลับมาวิ่งตอนอายุ 65 ปี หลังร้างราไปนานหลายสิบปี โดยสร้างสถิติให้ตัวเองด้วยการวิ่งมาราธอน 42 กิโลเมตร มาแล้วถึง 3 ครั้ง

ชีวิตผมถูกฝึกให้เดินมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวยากจน เดินจากบ้านไปตลาด เดินไปโรงเรียนทุกวัน ถ้าระยะทาง 2 กิโลเมตร ผมเดินได้สบายๆ แต่เพิ่งจะมาวิ่งตอนอายุ 30 ปี เพราะแพ้ละอองเกสรจากหญ้าและต้นไม้ ทางเข้าหมู่บ้านต้องเดินผ่านดงหญ้าก็จะจามทั้งวัน ตอนนั้นทำงานอยู่แบงก์กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ เลยชวนรุ่นน้องไปวิ่งที่สวนลุม ปรากฏว่าวิ่งทุกวัน วันละ 5 กิโลเมตร จนภูมิแพ้หาย ทำให้รู้ว่า การวิ่งดีต่อสุขภาพ แถมประหยัดด้วย ลงทุนซื้อรองเท้าคู่เดียว ผมเลิกวิ่งตอนแต่งงานมีลูก และย้ายที่ทำงาน เพราะมีภาระเพิ่มขึ้น ไม่ได้ออกกำลังกายเลย

แต่พอเข้าวัยเกษียณอะไรๆที่เคยฟิตก็ดร็อปลง ตรวจร่างกายเจอความดันสูงและไขมันสูงกลับมาหลอกหลอนอีก คุณหมอสั่งยาให้ทาน แต่ผมไม่อยากทานยาตลอดชีวิต จึงกลับมาวิ่งอีกครั้งที่สวนเบญจกิตติ ผมวิ่งเกือบทุกวัน วันละ 10 กิโลเมตร แล้วก็หยุดทานขนมและน้ำตาลทุกอย่าง อีกหนึ่งเดือนกลับไปตรวจใหม่ ปรากฏว่าผลดีขึ้นมาก เหลือทานยาลดความดันแค่วันละครึ่งเม็ด และหลังจากวิ่งได้ 4 เดือน ก็ไม่ต้องทานยาลดความดันอีกเลย ทุกวันนี้ผมวิ่งวันละ 10 กิโลเมตร มากน้อยขึ้นกับสภาพร่างกายในแต่ละวัน มีสลับไปวิ่งอย่างอื่นบ้าง ชอบสุดคือการวิ่งเทรล ผจญภัยไปตามเส้นทางธรรมชาติ และสภาพภูมิอากาศที่คาดเดายาก มันเป็นอะไรที่สนุกและท้าทายดี ผมชอบปั่นจักรยานด้วย ร่วมโปรแกรมปั่นจักรยาน 100 กิโลเมตร ของร้านโปรไบค์เกือบทุกครั้ง ผมเชื่อว่าร่างกายคนเราเป็นเหมือนเครื่องจักรที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่เราต้องบริหารมันด้วย เพื่อให้มันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายมีไว้พุ่งชนของคนสูงวัยยุคใหม่คือ การแก่อย่างสง่างาม และชราอย่างมีคุณภาพ ไม่เป็นภาระของลูกหลาน.

ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Thu, 05 Jun 2025 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) “ลดค่าโดยสาร 50%” ให้กับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป นาน 4 เดือนเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ถึง 30 ก.ย.68 ใช้ได้กับขบวนรถไฟธรรมดา - รถชั้น 3 ทุกเส้นทาง</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/28</link>
    <description>เริ่มแล้ววันนี้&amp;quot;การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)&amp;quot;มอบสิทธิพิเศษลดค่าโดยสาร 50%ให้กับผู้โดยสารผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปนาน 4 เดือนเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ถึง 30 ก.ย.68 ใช้ได้กับขบวนรถไฟธรรมดาและรถชั้น 3 ทุกเส้นทาง
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ออกมาตรการพิเศษเพื่อส่งเสริมการเดินทางของผู้สูงอายุด้วยการมอบส่วนลดค่าโดยสาร 50% สำหรับผู้โดยสารที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

โดยสามารถใช้สิทธิ์ได้กับขบวนรถไฟธรรมดาและรถชั้น 3 ทุกเส้นทางทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยยกเว้นเฉพาะในวันนักขัตฤกษ์เท่านั้น

การใช้สิทธิ์ทำได้โดยง่าย เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือเอกสารแสดงตนที่ระบุอายุอย่างชัดเจน ณ จุดจำหน่ายตั๋วโดยสารของการรถไฟฯ ผู้โดยสารที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์จะได้รับสิทธิ์ลดค่าโดยสารทันที โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

มาตรการลดค่าโดยสารนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบายของการรถไฟฯ ที่มุ่งเน้นการดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในสังคมไทย โดยหวังว่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยว เยี่ยมเยียนครอบครัว หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากขึ้น ด้วยค่าใช้จ่ายที่ประหยัดและการเดินทางที่ปลอดภัย
</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Thu, 05 Jun 2025 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
</channel>

</rss>