<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0">

<channel>
  <language>th</language>
  <title>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</title>
  <link>https://banbangkhae.dop.go.th/</link>
  <description>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</description>
  <item>
    <title>"หมอยง" เผยโรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำ พบได้ในประเทศไทย คล้ายไข้เลือดออก แต่มีความรุนแรงกว่า</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/232</link>
    <description>&amp;quot;หมอยง&amp;quot; เผยโรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำ พบได้ในประเทศไทย คล้ายไข้เลือดออก แต่มีความรุนแรงกว่า เชื่อว่าพบได้ทุกแห่งในประเทศ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับการวินิจฉัย ขณะนี้พบที่เพชรบูรณ์ เร่งศึกษาตัวกลางของโรคจะเป็นเห็บเหมือนในจีนหรือไม่
วันนี้ (2 ก.ค.68) ศ.นพ. ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงโรคไข้สูง เกล็ดเลือดต่ำ (Severe Fever with Thrombocytopenia, SFTS) พบได้ในประเทศไทย
โรคไข้สูง เกล็ดเลือดต่ำ (SFTS) อาการคล้ายไข้เลือดออก แต่มีความรุนแรงมากกว่า โดยจะมีไข้สูง บางรายถึง 40 องศา และอยู่นานกว่าไข้เลือดออก มีเกล็ดเลือดต่ำ และอาจเกิดความล้มเหลว ในระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เสียชีวิตได้ โรคนี้พบมากในประเทศจีนตะวันออก เกาหลี ญี่ปุ่น มีเห็บเป็นพาหะ และรู้จักกันมานานกว่า 15 ปี มีอัตราเสียชีวิตในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำโรคประจำตัว ได้มาก
ทีมวิจัยของศูนย์วิจัยเชี่ยวชาญไวรัส ได้ทำงานวิจัยเรื่องนี้มาเกือบ 5 ปี และทำมาโดยตลอด โดยรายงาน 3 รายแรก ที่รอบนอกกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และชลบุรี ไว้ในวารสารที่มีชื่อเสียง Emerging Infectious Disease (EID) ได้มีการพัฒนาการตรวจวินิจฉัย ได้อย่างรวดเร็ว โดยการใช้ real time RT-PCR เช่นเดียวกับโควิด 19 และมีการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว สายพันธุ์ในประเทศไทยเป็นกลุ่มแรกของประเทศ ทำให้รู้รายละเอียดต่าง ๆ อย่างมาก
หลังจากนั้นก็ได้ร่วมงานกับทีมงานของ AFRIM ทำการศึกษาในผู้ป่วยที่มีไข้สูงไม่ทราบเหตุ ประมาณ 1 พันราย ก็พบโรคนี้ได้ประมาณ 1.6% และยังมีการศึกษาในตัวกลาง vector พบในไรอ่อน ของหนู (Chigger) และกำลังศึกษาในเห็บชนิดต่างๆที่อยู่ในประเทศไทย
SFTS เชื่อว่าพบได้ทุกแห่งในประเทศไทย แต่ที่ผ่านมา ไม่ได้รับการวินิจฉัย เพราะขาดการตระหนักรับรู้ และไม่มีวิธีการตรวจ ซึ่งขณะนี้ก็มีการพบที่เพชรบูรณ์ ทางศูนย์ฯ ยินดีให้ความสนับสนุน ในเรื่องการตรวจวินิจฉัย เพราะได้พัฒนาวิธีการตรวจ ได้อย่างรวดเร็ว และมี positive control รวมทั้งตรวจภาวะภูมิต้านทาน IgG และ IgM ที่จะทำให้วินิจฉัยได้ดีขึ้น

การศึกษาในประเทศไทยคงจะต้องทำต่อไป โดยเฉพาะจะต้องหาให้ได้ ว่าตัวกลางของโรคนี้ คืออะไร จะเป็นตัวเห็บ อย่างที่พบในประเทศจีนหรือไม่ เพราะตัวเห็บที่พบในประเทศจีน ส่วนใหญ่เป็น Haemaphysalis longicornis หรือ long horn tick แต่เห็บสุนัขไทยในบ้านเราเป็น สายพันธุ์ Rhipicephalus sanguineus ขณะนี้จึงยังจำเป็นที่จะต้องศึกษาให้ละเอียดในประเทศไทย เพื่อเป็นมาตรการในการควบคุมและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม อยากให้มีการขอทุนได้อย่างฉุกเฉิน เพื่อเข้าไปทำการศึกษาได้อย่างรวดเร็วมากกว่าวิธีการที่จะขอทุนรอข้ามปี เพื่อผลประโยชน์ในภาพรวมของประเทศไทย</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Wed, 02 Jul 2025 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>ตรวจสิทธิกลุ่มเปราะบาง ก.ค.68 ทั้ง3 กลุ่ม รายใหม่ทำอย่างไร</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/220</link>
    <description>กลุ่มเปราะบาง 3 กลุ่ม เดือนกรกฎาคม 2568 ช่วยเหลือต่อเนื่อง สวัสดิการช่วยเหลือจากรัฐบาล ได้รับพร้อมกัน ช่วยเหลือค่าครองชีพ
โดยทั้ง 3 กลุ่ม ประกอบไปด้วยเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินเบี้ยผู้พิการซึ่งเดือนนี้กรมบัญชีกลางโอนไวขึ้น 9 กรกฎาคม 2568 เนื่องจากวันที่ 10 กรกฎาคม เป็นวันหยุดอาสาฬหบูชา ส่วนรายใหม่ที่เข้าเกณฑ์ สามารถลงทะเบียนรับสิทธิช่วยเหลือได้ต่อเนื่อง จ่ายให้ตามรายละเอียดดังนี้
1.เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด
โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด หรือ เงินอุดหนุนบุตร เป็นโครงการของกรมกิจการเด็กและเยาวชนเพื่อให้เด็กได้รับสวัสดิการ ตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนมีอายุครบ 6 ปี คนละ 600 บาทต่อเดือน และไม่จำกัดจำนวนบุตร
โดยมีเงื่อนไขเป็นเด็กที่มีสัญชาติไทย อาศัยอยู่กับบิดา มารดา หรือผู้ปกครองที่ดูแลเด็ก ในครัวเรือนที่สมาชิกมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
ผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไข สามารถลงทะเบียนขอรับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ได้ตลอด ซึ่งสามารถยื่นคำร้องในพื้นที่ที่เด็กแรกเกิดและผู้ปกครองอาศัยอยู่จริง (ไม่จำเป็นต้องเป็นที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน) ดังนี้
- กรุงเทพมหานคร ลงทะเบียนได้ที่สำนักงานเขต
- เมืองพัทยา ลงทะเบียนได้ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา
- ส่วนภูมิภาค ลงทะเบียนได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล
นอกจากนั้น ยังสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน เงินเด็ก ได้ แต่ทั้งนี้ผู้ปกครองต้องพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่าน แอปพลิเคชัน ThaiD ของกรมการปกครองก่อน
โดยเมื่อตรวจสอบสิทธิผ่านแล้ว จะได้รับเงินมีผล ตั้งแต่เดือนที่ลงทะเบียนรับเงิน จนเด็กอายุครบ 6 ปี
ช่องทางตรวจสอบสิทธิ เงินอุดหนุนบุตร 600 บาท</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Tue, 01 Jul 2025 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>“วราวุธ” เปิดโปรฯ พิเศษ ของ การเคหะแห่งชาติ ให้ กลุ่มเปราะบาง - คนจบใหม่อยากมีบ้าน ลดค่าเช่าใน 30 โครงการ 3,339 หน่วย</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/221</link>
    <description>ราวุธ เปิดโปรฯ พิเศษ ของ การเคหะแห่งชาติ ให้ กลุ่มเปราะบาง - คนจบใหม่อยากมีบ้าน ลดค่าเช่าใน 30 โครงการ 3,339 หน่วย
วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาลนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.)เปิดเผยว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างโอกาสให้กับประชาชนได้เข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม จึงได้มอบนโยบายให้การเคหะแห่งชาติ (กคช.) เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกในการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย พร้อมขับเคลื่อนโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อสังคมให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน โดยจัดโปรโมชั่นพิเศษ ด้วยการนำโครงการอาคารเช่า 30 โครงการทั่วประเทศ จำนวน 3,339 หน่วย มาลดค่าเช่าลง 200 - 500 บาทต่อเดือน จากปกติค่าเช่าเดือนละ 1,200 - 2,500 บาท เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568  31 ธันวาคม 2568 โดยต้องทำสัญญา ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 - 30 สิงหาคม 2568 แล้วจะได้รับส่วนลดค่าเช่าถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
สำหรับโครงการอาคารเช่า ที่เข้าร่วมโปรโมชั่นพิเศษนี้ มีทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 5 โครงการ รวม 541 หน่วย รวมถึงพื้นที่ภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 25 โครงการ รวม 2,798 หน่วย ได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา , จ.กาญจนบุรี, จ.สระบุรี, จ.ชลบุรี , จ.ระยอง, จ.อุดรธานี , จ.อุบลราชานี, จ.มหาสารคาม , จ.ลำปาง, จ.นครสวรรค์, จ. สุราษฎร์ธานี และ จ.สงขลา
กลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับส่วนลดค่าเช่ามีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน 2) กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี 3) กลุ่มผู้จบการศึกษาใหม่ (First Jobber) อายุตั้งแต่ 18 - 29 ปี มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน และ 4) กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หรือบรรลุนิติภาวะโดยการแต่งงาน มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ผู้เช่าต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยและบรรลุนิติภาวะแล้ว และไม่เป็นคู่สัญญาเดิมกับ กคช. เป็นระยะเวลา 6 เดือน
สำหรับการเช่า จะให้สิทธิเช่า 1 คนต่อ 1 ห้องต่อสัญญา มีขนาดครอบครัวไม่เกิน 4 คนต่อห้อง โดยวางเงินประกันการเช่าเพียง 1 เดือนของค่าเช่ารายเดือน และห้ามมิให้นำห้องไปเช่าช่วง หากพบภายหลังจะยกเลิกสิทธิและให้คืนห้อง แล้วทาง กคช. จะพิจารณาคุณสมบัติของผู้เช่าช่วงดังกล่าว ก่อนทำสัญญาต่อไป
ส่วนหลักฐานในการทำสัญญาเช่า ประกอบด้วย บัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง) เพื่อใช้ยืนยันตัวบุคคลและใช้เป็นข้อมูลในการทำสัญญาตามข้อมูลทะเบียนราษฎร์ , ทะเบียนบ้านปัจจุบัน , หนังสือรับรองรายได้ , หนังสือมอบอำนาจ (กรณีทำการแทน) , หนังสือการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี) , หนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง (กรณี First Jobber อายุ 18  19 ปี) หรือทะเบียนสมรส
ประชาชนผู้สนใจสามารถติดต่อและทำสัญญาเช่าได้ที่ สำนักงานใหญ่ การเคหะแห่งชาติ ถนนนวมินทร์ เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ , สำนักงานเคหะนครหลวง และสำนักงานเคหะจังหวัดทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร. 1615 , เว็บไซต์ : www.nha.co.th และ https://house.nha.co.th/ , แฟนเพจเฟซบุ๊ก : การเคหะแห่งชาติ และ เฟซบุ๊ก: ฝ่ายทรัพย์สินและอาคารเช่า
</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Tue, 01 Jul 2025 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>แก่อย่างมีคุณภาพ...ชราอย่างมีความสุข อยู่ยาวถึงอายุ 120 ปี ทำไมจะไม่ได้!</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/27</link>
    <description>

ข่าวดีจากนักวิจัยสวีเดนชี้ว่า ในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า มนุษย์อาจมีอายุขัยยืนยาวถึง 120 ปี เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเรียนรู้จากโควิด-19 นอกจากคุณปู่ 5 แผ่นดินอย่าง นพ.เฉก ธนะสิริ จะเป็นต้นแบบของคนสูงวัย ที่ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและสมดุลในทุกด้าน ตราบถึงวาระสุดท้ายที่ลาโลกไปขณะอายุ 99 ปี รอบตัวเรายังมีผู้สูงวัยอีกมาก ที่มีวินัยในการดูแลสุขภาพ จนสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทุกเพศทุกวัย ที่ปรารถนาจะมีสุขภาพดีและอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
ในลานแอโรบิก สวนรถไฟ ที่ก่อตั้งมายาวนานหลายสิบปี ไม่มีใครไม่รู้จัก ลุงพงษ์ร้อยตรีพงษ์พันธ์ สารตายน วัย 97 ปี ไอดอลของการใช้ชีวิตสูงวัยอย่างสง่า ชราอย่างมีคุณภาพ

สมัยหนุ่มผมรับราชการเป็นทหารบก และลาออกมาอยู่การรถไฟฯ จนเกษียณ ผมต้องทำงานเสริมทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูลูก 4 คน ตั้งแต่เป็นเซลส์ ขายรถยนต์ ไปจนถึงต้มน้ำเต้าหู้ขาย ทุกเย็นหลังเลิกงานผมต้องเตรียมของสำหรับต้มน้ำเต้าหู้ กว่าจะเตรียมเสร็จก็เลยเที่ยงคืน พอตีสี่ต้องตื่นมาขับรถตระเวนส่งน้ำเต้าหู้แช่เย็นตามโรงเรียนทั่วจังหวัดนนทบุรี ประมาณ 15 แห่ง วันหนึ่งทำน้ำเต้าหู้ขาย 1,500-2,000 ถุง บ้านผมอยู่ปากเกร็ด ก็ขับรถส่งน้ำเต้าหู้ทุกเช้าตั้งแต่อายุ 30 จนถึงอายุ 60 ยุคนั้นส่งน้ำเต้าหู้ถุงละ 1 บาท ด้วยความที่ทำงานหนัก ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง อ้วนลงพุง และชอบเป็นลมอยู่เรื่อย พอเกษียณจากการรถไฟฯลูกๆจึงไม่ให้ทำงานแล้ว และคะยั้นคะยอให้ผมไปออกกำลังกาย ผมตามเมียไปวิ่งตรงที่ว่าการอำเภอปากเกร็ด แรกๆมันหอบมันเหนื่อยไปหมด กว่าจะเอาชนะตัวเองได้ ผมวิ่งทุกวันต่อเนื่องกัน 9 เดือน น้ำหนักลดไป 7 กิโลกรัม ดีใจมาก รู้เลยว่า การออกกำลังกายคือยาวิเศษ ตั้งแต่นั้นมาก็ออกกำลังกายทุกวันไม่เคยขาดตอนหลังผมมาวิ่งที่สวนรถไฟ เห็นเขาเต้นแอโรบิกกัน ก็ลองมาเต้นด้วย ผมชอบสนุกดีครับ เลยเต้นแอโรบิกมา 36 ปีแล้ว ทุกวันนี้ผมขับรถไปไหนมาไหนเองได้ ไปส่งเมียเต้นลีลาศที่ดินแดง แล้วก็มาเต้นแอโรบิก สวนรถไฟ วันไหนไม่ได้เต้นแอโรบิกจะนอนไม่หลับ ถามลุงๆป้าๆ
ที่อยู่ท้ายสนามได้ ทุกคนคิดเหมือนกันหมด ถึงเวลาต้องแต่งตัวมาเต้นแอโรบิก มันมีความสุขที่ได้ขยับตัว, ได้เหงื่อออก และได้คุยกัน ความฝันของผมคืออยากอายุยืนถึง 100 ปี และต้องอายุยืนอย่างมีคุณภาพ ไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่นอนติดเตียงเป็นภาระของคนอื่น ทุกวันผมจะโด๊ปไข่ต้ม 2 ฟอง กับน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง และต้องงีบกลางวัน เรื่องดูแลอารมณ์ก็สำคัญ คำว่าความสุขกับอายุยืนเป็นของคู่กัน ผมถือหลักอุเบกขากับทุกเรื่อง คือรู้จักวางเฉย ทำใจให้เป็นกลาง คนเราต้องอารมณ์ดี ไม่โมโหง่าย และอยู่กับธรรมชาติเยอะๆ

พูดถึงไอดอลของลานแอโรบิก สวนจตุจักร ต้องยกให้ อดีตสาวแบงก์และนักวิ่งจากชุมพร พี่สุภา กิจรื่นภิรมย์สุข วัย 77 ปี ที่ยังคงกระฉับกระเฉงราวกับสาวๆ

พี่เป็นคนชุมพร โตในสวนมะพร้าว ตั้งแต่เด็กเตี่ยพาเข้าสวนทุกเสาร์อาทิตย์ เดินวันละ 5 กิโลเมตร ตกเย็นต้องช่วยแบกมะพร้าวกลับบ้าน พอปิดเทอมเตี่ยให้ไปถางป่า พี่น้อง 6 คน เตี่ยจะให้มีดคนละด้ามสำหรับถางป่า พี่เรียนที่ชุมพรและไปต่อมัธยมปลายที่สุราษฎร์ธานี จากนั้นกลับมาทำงานแบงก์กรุงไทย ที่ชุมพร โดยอยู่หน้าเคาน์เตอร์ และเป็นแคชเชียร์ ทำงานแบงก์ที่เดียว 29 ปี ตอนทำงานอยู่แบงก์เป็นนักวิ่งของแบงก์ เป็นตัวแทนไปแข่งมาทั่ว ทำให้ต้องวิ่งฝึกซ้อมทุกวันหลังเลิกงาน วันละ 10 กิโลเมตร ทำอย่างนี้มาตั้งแต่สาวๆจนถึงเกษียณอายุ 60 ปี ย้ายตามลูกชายทั้ง 3 คน มาอยู่กรุงเทพฯ

เราเป็นคนกระฉับกระเฉงอยู่นิ่งๆไม่เป็น ด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้ ห้างเทสโก้ โลตัส ลาดพร้าว เลยไปลองเต้นแอโรบิก แล้วก็เออสนุกดี มันเพลินดี พอรู้ว่าสวนจตุจักรก็มีเต้นแอโรบิกทุกเย็น เลยไปลองเต้นดู แหมติดใจมาก เต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะมันได้อากาศสดชื่น แถมได้เจอเพื่อนๆหลากหลายวัย มันเป็นความสุขของคนวัยนี้ เหมือนกับว่าได้ไปลั้ลลา และปลดปล่อยตัวเอง จนถึงทุกวันนี้พี่วิ่งสลับกับเต้นแอโรบิกทุกวัน การออกกำลังกายต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ลูกๆของพี่ชอบออกกำลังกายเหมือนแม่ พอมีครอบครัวก็พาลูกๆมาออกกำลังกาย

ถามว่าตั้งใจอยู่ถึง 100 ปีเลยไหม พี่สุภา ยิ้มหวานว่า ไม่คิดถึงตรงนั้นเลย คิดแค่ว่าจะใช้ชีวิตยังไงให้มีความสุขในทุกวัน เป็นคนไม่เครียดไม่คิดมาก, ชอบไปไหนมาไหนตามใจอิสระ และชอบอยู่กับปัจจุบัน พ่อแม่เราเสียชีวิตด้วยมะเร็ง และพี่ทั้ง 4 คนก็เป็นมะเร็ง คิดว่าเราคงไม่พลาด จึงขอใช้ชีวิตให้มีความสุขทุกวัน ปล่อยวางกับทุกอย่าง ทุกวันนี้ขออย่างเดียวให้ได้ลั้ลลาทุกวัน อยากไปไหนก็ไป ไม่เป็นภาระของใคร

ในสวนจตุจักรยังมีนักวิ่งรุ่นใหญ่ที่สร้างแรงบันดาลใจมหาศาลอย่าง พี่เอ๋ณัฐธวัช พงษ์เสถียรศักดิ์ อดีตพนักงานแบงก์ กรุงเทพ และตัวแทนประกัน วัย 73 ปี ผู้ยืนกรานว่าไม่มีคำว่าสายสำหรับการวิ่ง เพราะ พี่เอ๋ ก็กลับมาวิ่งตอนอายุ 65 ปี หลังร้างราไปนานหลายสิบปี โดยสร้างสถิติให้ตัวเองด้วยการวิ่งมาราธอน 42 กิโลเมตร มาแล้วถึง 3 ครั้ง

ชีวิตผมถูกฝึกให้เดินมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวยากจน เดินจากบ้านไปตลาด เดินไปโรงเรียนทุกวัน ถ้าระยะทาง 2 กิโลเมตร ผมเดินได้สบายๆ แต่เพิ่งจะมาวิ่งตอนอายุ 30 ปี เพราะแพ้ละอองเกสรจากหญ้าและต้นไม้ ทางเข้าหมู่บ้านต้องเดินผ่านดงหญ้าก็จะจามทั้งวัน ตอนนั้นทำงานอยู่แบงก์กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ เลยชวนรุ่นน้องไปวิ่งที่สวนลุม ปรากฏว่าวิ่งทุกวัน วันละ 5 กิโลเมตร จนภูมิแพ้หาย ทำให้รู้ว่า การวิ่งดีต่อสุขภาพ แถมประหยัดด้วย ลงทุนซื้อรองเท้าคู่เดียว ผมเลิกวิ่งตอนแต่งงานมีลูก และย้ายที่ทำงาน เพราะมีภาระเพิ่มขึ้น ไม่ได้ออกกำลังกายเลย

แต่พอเข้าวัยเกษียณอะไรๆที่เคยฟิตก็ดร็อปลง ตรวจร่างกายเจอความดันสูงและไขมันสูงกลับมาหลอกหลอนอีก คุณหมอสั่งยาให้ทาน แต่ผมไม่อยากทานยาตลอดชีวิต จึงกลับมาวิ่งอีกครั้งที่สวนเบญจกิตติ ผมวิ่งเกือบทุกวัน วันละ 10 กิโลเมตร แล้วก็หยุดทานขนมและน้ำตาลทุกอย่าง อีกหนึ่งเดือนกลับไปตรวจใหม่ ปรากฏว่าผลดีขึ้นมาก เหลือทานยาลดความดันแค่วันละครึ่งเม็ด และหลังจากวิ่งได้ 4 เดือน ก็ไม่ต้องทานยาลดความดันอีกเลย ทุกวันนี้ผมวิ่งวันละ 10 กิโลเมตร มากน้อยขึ้นกับสภาพร่างกายในแต่ละวัน มีสลับไปวิ่งอย่างอื่นบ้าง ชอบสุดคือการวิ่งเทรล ผจญภัยไปตามเส้นทางธรรมชาติ และสภาพภูมิอากาศที่คาดเดายาก มันเป็นอะไรที่สนุกและท้าทายดี ผมชอบปั่นจักรยานด้วย ร่วมโปรแกรมปั่นจักรยาน 100 กิโลเมตร ของร้านโปรไบค์เกือบทุกครั้ง ผมเชื่อว่าร่างกายคนเราเป็นเหมือนเครื่องจักรที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่เราต้องบริหารมันด้วย เพื่อให้มันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายมีไว้พุ่งชนของคนสูงวัยยุคใหม่คือ การแก่อย่างสง่างาม และชราอย่างมีคุณภาพ ไม่เป็นภาระของลูกหลาน.

ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Thu, 05 Jun 2025 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
  <item>
    <title>การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) “ลดค่าโดยสาร 50%” ให้กับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป นาน 4 เดือนเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ถึง 30 ก.ย.68 ใช้ได้กับขบวนรถไฟธรรมดา - รถชั้น 3 ทุกเส้นทาง</title>
    <link>https://banbangkhae.dop.go.th/th/news/56/28</link>
    <description>เริ่มแล้ววันนี้&amp;quot;การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)&amp;quot;มอบสิทธิพิเศษลดค่าโดยสาร 50%ให้กับผู้โดยสารผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปนาน 4 เดือนเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ถึง 30 ก.ย.68 ใช้ได้กับขบวนรถไฟธรรมดาและรถชั้น 3 ทุกเส้นทาง
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ออกมาตรการพิเศษเพื่อส่งเสริมการเดินทางของผู้สูงอายุด้วยการมอบส่วนลดค่าโดยสาร 50% สำหรับผู้โดยสารที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

โดยสามารถใช้สิทธิ์ได้กับขบวนรถไฟธรรมดาและรถชั้น 3 ทุกเส้นทางทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยยกเว้นเฉพาะในวันนักขัตฤกษ์เท่านั้น

การใช้สิทธิ์ทำได้โดยง่าย เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือเอกสารแสดงตนที่ระบุอายุอย่างชัดเจน ณ จุดจำหน่ายตั๋วโดยสารของการรถไฟฯ ผู้โดยสารที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์จะได้รับสิทธิ์ลดค่าโดยสารทันที โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

มาตรการลดค่าโดยสารนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบายของการรถไฟฯ ที่มุ่งเน้นการดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในสังคมไทย โดยหวังว่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยว เยี่ยมเยียนครอบครัว หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากขึ้น ด้วยค่าใช้จ่ายที่ประหยัดและการเดินทางที่ปลอดภัย
</description>
    <category>ข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุ</category>
    <pubDate>Thu, 05 Jun 2025 00:00:00 +0700</pubDate>
  </item>
</channel>

</rss>